fbpx

100 ปีสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามสิ้นสุดแต่ความขัดแย้งในโลกมุสลิมยังคงดำเนินต่อ

วันที่ 11 เดือน 11 ไม่เพียงแต่เป็นวันคนโสดที่ แจ๊ค หม่า แห่งอาลีบาบาโกยเงินไปแปดแสนล้านบาทภายในเวลา 24 ชม. เท่านั้น แต่วันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11 นาฬิกา ของเมื่อ 100 ปีก่อนยังเป็นวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 มหาสงครามที่คร่าชีวิตทหารไปมากกว่าเก้าล้านนายอีกด้วย

สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 โดยทุกประเทศมหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้นเข้าร่วมในสงคราม ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มี จักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นศูนย์กลาง กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี บัลแกเรีย และออตโตมัน หรือ อุษมานียะห์ อาณาจักรอิสลามที่ปกครองด้วยระบอบคิลาฟะฮ์(Caliphate) สงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร และการสูญเสียดินแดนรวมถึงการล่มสลายของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง โดยเฉพาะออตโตมันที่ต้องล่มสลายและสูญเสียอำนาจปกครองในดินแดนอาหรับไปจนหมดสิ้น

จัรวรรดิออตโตมันนั้นเป็นอาณาจักรอิสลามที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 600 ปี เคยมีอาณาเขตครอบครองทั้งในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย แต่ในระยะหลังเกิดปัญหาขึ้นหลายอย่างภายในอาณาจักรส่งผลให้ความน่าเกรงขามและเขตอำนาจของออตโตมันนั้นลดลง กระทั่งถูกตั้งฉายาว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป”

ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นคนป่วย แต่ในช่วงก่อนเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 อาณาจักรออตโตมันก็ยังคงมีอำนาจเหนือดินแดนสำคัญๆ ของอาหรับที่ในช่วงเวลานั้นยังไม่ถูกแบ่งเป็นประเทศต่างๆ เช่นในปัจจุบัน แต่ความอ่อนแอภายในอาณาจักรออตโตมันก็ส่งสัญญาณให้หลายประเทศมหาอำนาจในยุโรปจับจ้องหวังยึดครองและหาประโยชน์จากดินแดนใต้อาณัติของออตโตมันในหลายพื้นที่

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษที่ยึดครองอียิปต์อยู่ก่อนแล้วก็ส่งทหารเข้าไปในดินแดนอาหรับที่อยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ซึ่งคนที่มีบทบาทย่างมากในปฏิบัติการครั้งนี้คือ T.E. Lawrence นายทหารอังกฤษที่เรื่องราวของเขาถูกฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia

Lawrence เดินทางเข้าดินแดนอาหรับในฐานะนักสำรวจ และได้สร้างความสัมพันธ์กับชนเผ่าทะเลทรายเพื่อชักชวนให้ต่อสู้กับออตโตมัน โดยขายฝันให้กับผู้นำชนเผ่าอาหรับว่าอังกฤษจะช่วยสร้าง “รัฐอาหรับที่ยิ่งใหญ่” หลังได้เอกราชจากออตโตมัน

Lawrence และชนเผ่าอาหรับทะเลทรายใช้ยุทธวิธีสงครามกองโจรเข้าตีเมืองสำคัญๆ ของออตโตมันในอาหรับ กระทั่งกองทัพอังกฤษและชนเผ่าอาหรับสามารถยึดพื้นที่แถบนี้ได้สำเร็จในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ฝันในการสร้างรัฐอาหรับที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำเผ่าอาหรับก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะอังกฤษและฝรั่งเศสแอบไปทำข้อตกลงลับกันเพียงสองฝ่ายว่าจะแบ่งดินแดนอาหรับกันอย่างไร

ข้อตกลงลับดังกล่าวมีชื่อว่า Sykes–Picot Agreement โดยฝรั่งเศสจะได้ดินแดนครึ่งบน (A) ที่ปัจจุบันเป็นประเทศซีเรีย และเลบานอน ส่วนอังกฤษจะได้ดินแดนครึ่งล่าง (B) ซึ่งปัจจุบันคืออิรัก จอร์แดน และคูเวต โดยให้ปาเลสไตน์เป็นดินแดนสากล หรือ International Zone

Source : https://en.wikipedia.org/wiki/Sykes-Picot_Agreement

การขีดเส้นแบ่งพื้นที่ดินแดนอาหรับของอังกฤษและฝรั่งเศสในครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นและต้นเหตุของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันกลางที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายปี

ในบทวิเคราะห์เรื่อง “ข้อตกลงลับไซส์-ปิโก้ : มูลเหตุแห่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” โดย ดร.รุสตั้ม หวันสู ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ชี้ให้เห็นถึงมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงลับ Sykes–Picot Agreement เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันกลาง โดยบทวิเคราะห์ตอนหนึ่งระบุว่า

“แนวพรมแดนที่แบ่งเขตพื้นที่การปกครองของฝรั่งเศสและอังกฤษในขณะนั้นกลายมาเป็นพรมแดนระหว่างอิรัก ซีเรีย และจอร์แดนในปัจจุบัน ดังนั้น พรมแดนหลังประกาศเอกราชของประเทศเหล่านี้ในปัจจุบันคือพรมแดนที่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะได้แบ่งแยกประชาชนที่มีชาติพันธุ์และศาสนาเดียวกันออกจากกัน แล้วรวมเอาประชากรที่ชาติพันธุ์และศาสนาที่แตกต่างกันและมีประวัติศาสตร์ที่ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมายาวนานมาอยู่ด้วยกัน

พื้นที่ของชาวอาหรับมุสลิมนิกายซุนนีทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางถูกแบ่งแยกจากกัน แล้วนำแต่ละส่วนไปรวมเข้ากับพื้นที่ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ในรัฐเทียม (artificial states) ของภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบัน ทำให้ความขัดแย้งดำเนินมาโดยตลอดและมีแนวโน้มจะเกิดการแตกย่อย (balkanization) ของรัฐในปัจจุบันบนพื้นฐานของศาสนาและชาติพันธุ์ ดังนั้น แนวพรมแดนของข้อตกลงไซส์-ปิโก้จึงมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมตะวันตกในการแบ่งแยกหมู่ชาวอาหรับ และเป็นหนึ่งในต้นเหตุแห่งความขัดแย้งที่มักนำไปสู่ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางจวบจนปัจจุบัน”

วันที่ 11 เดือน 11 อาจเป็นข่าวดีของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก แต่กับชาวอาหรับและชาวมุสลิม นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ยังคงหลอกหลอนโลกมุสลิมจวบจนปัจจุบัน


Source : http://donsnotes.com/hist/remapping-after-wwi.html

อ้างอิง :

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life สื่อออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด และองค์ความรู้ที่ฮาลาล ผ่านเรื่องราว ผ่านมุมมอง และผ่านประสบการณ์ของหลากหลายผู้คน เพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่ใช้ชีวิตในแบบฮาลาลเข้าไว้ด้วยกัน