fbpx

“ชาร์ตโตะคุง” มุสลิมไทยผู้เขียนหนังสือ “คู่มือพิชิตทุนเรียนต่อญี่ปุ่น”

หากพูดถึงญี่ปุ่น สิ่งแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และความเป็นระเบียบของบ้านเมืองและผู้คน สามสิ่งที่ว่าบวกกับค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาถูกลง ก็กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนไทยให้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นปีละนับล้านคน สิบปีที่ผ่านมา การไปเที่ยวญี่ปุ่นจึงกลายเป็นเรื่องสามัญธรรมดาของนักท่องเที่ยวไทยไปโดยปริยาย

และนอกจากจะเป็นปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวไทยแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าช่วงหลายปีหลังมานี้ ประเทศที่ผู้คนไม่นิยมพูดภาษาอังกฤษอย่างญี่ปุ่นยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนต่อกันอีกด้วย

“ชาร์ตโตะคุง” คือชื่อเรียกสมัยอยู่ญี่ปุ่นของ “ชาร์ต” หรือ “สืบศิษฏ์ ศานติศาสน์” มุสลิมไทยผู้เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับประถม ปริญญาตรี และปริญญาโท Halal Life จึงอยากชวนไปพูดคุย “ชาร์ต” ถึงเรื่องความเป็นคนไทย เป็นคนมุสลิม และเป็นคนต่างชาติ ในประเทศญี่ปุ่น

ทำไมถึงเลือกไปเรียนญี่ปุ่น แทนที่จะเป็นอเมริกาหรืออังกฤษแบบที่คนไทยส่วนใหญ่นิยม?

ผมคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าทึ่งนะครับ เราจะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กๆ ที่มักถูกโจมตีโดยภัยธรรมชาติอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือน้ำท่วม ที่เราเห็นได้บ่อยๆ ในข่าว แต่ประเทศเล็กๆ นี้ก็สามารถกลายเป็นพี่ใหญ่ในระดับโลกได้ เคยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ นี่ยังไม่นับพวกเทคโนโลยีต่างๆ หรืออาหารน่าทึ่งที่ทำให้คนทั่วโลกติดใจอีกนะครับ

สิ่งเหล่านี้คงจะน่าทึ่งไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เกิดจากคนญี่ปุ่นเองที่น่าทึ่ง และการศึกษาของที่นี่ก็ทำให้คนญี่ปุ่นต่างจากคนประเทศอื่นๆ พอมาคิดถึงสิ่งเหล่านี้เลยทำให้ผมเริ่มสนใจการศึกษาของญี่ปุ่นแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมาครับ

ผมไปเรียนที่ญี่ปุ่นทั้งหมดสามครั้ง ครั้งแรกตาม ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ คุณพ่อไปเมื่อตอนชั้นประถมครับ ตอนนั้นได้มีโอกาสไปเรียนแค่ช่วงสั้นๆ หกเดือนในห้องนานาชาติของโรงเรียนชั้นประถมในจังหวัดเกียวโต พอได้มีโอกาสเรียนในระบบของญี่ปุ่นก็ประทับใจที่เขาเน้นให้นักเรียนได้หาความรู้รอบตัวนอกชั้นเรียน ได้เรียนจากชีวิตจริงโดยไม่เน้นในตำรามากอย่างที่ไทย ตอนเรียนปริญญาตรีก็เลยตัดสินใจสอบชิงทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จังหวัดซากะหนึ่งปี ส่วนครั้งที่สามไปเรียนปริญญาโทอยู่สองปีที่มหาวิทยาลัยโตเกียวครับ

ตอนตัดสินใจเรียนปริญญาโทก็ลังเลระหว่างอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกาซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักเรียนไทยเหมือนกันครับ แต่ตัดสินใจเลือกไปญี่ปุ่นเนื่องจากว่าเคยไปเรียนอยู่ญี่ปุ่นแล้วพอเข้าใจวัฒนธรรมพอพูดภาษาได้บ้าง การได้ไปเรียนอีกครั้งจะช่วยให้เราเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้นพูดภาษาได้ดีขึ้น ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราต่อยอดการทำงานหรือการทำธุรกิจในอนาคตได้ เพราะประเทศไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่ามีคนญี่ปุ่นอยู่ในไทยเป็นแสนๆ คน เปิดบริษัทในไทยเป็นพันๆ บริษัท และที่สำคัญญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความชาตินิยมค่อนข้างสูง ฉะนั้นคนที่เข้าใจญี่ปุ่นจะได้เปรียบตรงนี้มากครับ

การเป็นคนต่างชาติในญี่ปุ่นมีความยากในการใช้ชีวิตบ้างไหม?

ถ้าพูดถึงการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแล้วผมไม่รู้สึกมีปัญหาอะไรหรือลำบากเท่าไหร่ จะมีก็เรื่องของภาษาตอนไปอยู่แรกๆ ที่พูดอะไรไม่เป็นเลยทำให้สื่อสารได้ลำบากแต่พออยู่ไปสักพักภาษาก็ดีขึ้น ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ปัญหาตรงนี้ก็จะหายไป

อีกอย่างที่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับมุสลิมเราคือในเรื่องของการทานอาหารครับ อาหารญี่ปุ่นหลายอย่างมีส่วนผสมของเหล้าหวานหรือมิรินเป็นพื้นฐาน ตรงนี้เราอาจต้องระวังเป็นพิเศษหรือคอยถามจากเพื่อนๆ คนญี่ปุ่นหรือศึกษาเองจากอินเตอร์เน็ตว่ามีอาหารประเภทไหนที่ใส่บ้าง แต่พักหลังญี่ปุ่นเองก็มีนักท่องเที่ยวมีชาวต่างชาติที่เป็นมุสลิมมาอยู่มากขึ้น ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีฮาลาลก็มีให้เห็นมากขึ้นครับ ขนาดที่ว่ามีหลายเว็บไซต์ทำเป็นแผนที่รวบรวมอาหารฮาลาลในญี่ปุ่นไว้เลยก็มี

ความเจ้าระเบียบของคนญี่ปุ่นส่งผลอะไรต่อเราในฐานะที่เป็นนักเรียนต่างชาติบ้างหรือเปล่า?

พูดถึงความเจ้าระเบียบแล้ว คงต้องยกให้ญี่ปุ่นเป็นที่หนึ่งจริงๆ ครับ มีหลายอย่างที่นักเรียนต่างชาติหรือนักเรียนไทยพอไปถึงแรกๆ แล้วอาจไม่เข้าใจ ปรับตัวไม่ทันหรือเรียกได้ว่าเป็นอาการ “Culture Shock”

อย่างเช่นเวลาอยู่บนรถไฟห้ามใช้มือถือ เวลาทิ้งขยะต้องแยกประเภทขยะตามถุงสีต่างๆ หรือการขี่จักรยานที่ต้องมีการลงทะเบียนหรือขับขี่ตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้อาจกวนใจเราในช่วงแรกๆ ทำให้เราคิดว่าทำไมถึงยุ่งยากจัง แต่ผมอยากให้มองในอีกมุมว่านี่แหละถือเป็นโอกาสอันดีที่จะให้เราได้ปรับปรุงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ให้เป็นคนที่มีระเบียบขึ้น รู้จักเคารพกฎของสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยเรายังขาดอยู่

ผมคิดว่าหากเราสามารถผ่านตรงนี้ไปได้ วางใจได้เลยว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ครับ เพราะเราได้ผ่านการฝึกจากสถานที่ที่เรียกได้ว่าหินที่สุดมาแล้ว

ช่วงที่อยู่ญี่ปุ่น เราได้ทำอย่างอื่นด้วยไหมนอกจากการเรียน?

ผมเป็นคนติดนิสัยอยู่นิ่งไม่ได้ตั้งแต่เด็ก ชอบหากิจกรรมลองทำอยู่เรื่อยๆ อย่างตอนเรียนอยู่มัธยมก็จะชอบหาคอร์สต่างๆค่ายต่างๆเรียน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็จะคอยหาที่ฝึกงานช่วงปิดเทอม พอไปอยู่ญี่ปุ่น ผมก็ไปเรียนเฉย ๆไม่ได้อีกครับ

ไปอยู่ได้สักหนึ่งเดือนก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง จะขอที่บ้านเพิ่มก็เกรงใจ ทุนที่ได้รับก็ใช้ไม่ค่อยพอ และก็อยากไปท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นด้วย ก็เลยไปหางานพิเศษทำครับ

การทำงานพิเศษสำหรับนักเรียนญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องธรรมดามากครับ กว่า 90%ของนักเรียนมหาวิทยาลัยเคยมีประสบการณ์ทำงานพิเศษทั้งนั้นซึ่งต่างจากที่ไทย เพราะคนญี่ปุ่นถูกสอนมาให้หาเงินใช้เองเวลาอยากซื้อของฟุ่มเฟือย หรือเวลาจะท่องเที่ยว ซึ่งผมว่าวัฒนธรรมตรงนี้ดีมากครับ เพราะจะช่วยสอนให้เรารู้จักคุณค่าของเงินตั้งแต่เด็ก

ผมเองก็เริ่มทำงานพิเศษแรกจากการสอนภาษาอังกฤษโดยอาศัยว่าเคยไปอยู่ออสเตรเลียเมื่อตอนเด็กๆ ภาษาอังกฤษพอได้ ก็ไปสอนตามโรงเรียนอนุบาล ตามโรงเรียนประถม หรือตามค่าย English Camp ต่างๆ พอเริ่มรู้สึกว่ายังมีงานไม่พอ ก็รับสอนภาษาไทยโดยสอนแบบตัวต่อตัวตามร้านกาแฟต่างๆ หลังๆ ก็มีรับแจกใบปลิวบ้าง เรียกว่าทำทุกอย่างที่พอจะหาเงินค่าขนมได้ครับ อยู่ไปสักพักเริ่มรู้ลู่ทาง ก็มีโอกาสได้ไปทำงานทีวี ถ่ายโฆษณา ออกรายการต่างๆ และท้ายสุดก็ได้มีโอกาสไปทำงานพากย์เสียงครับ โดยงานหลังๆ จะได้ค่าตัวค่อนข้างดีเลยทีเดียวเนื่องจากคนไทยที่ทำงานนี้ยังมีน้อย

นอกจากงานพิเศษที่ทำเพื่อหาเงินแล้ว ผมก็ยังใช้เวลาว่างเสาร์อาทิตย์ทำงานอาสา สมัยนั้นผมไปเป็นกรรมการองค์กรเครือข่ายยุวชนอาเซียนในญี่ปุ่น (ASEAN Youth Network in Japan: AYNJ) ก็มีจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับนักเรียนอาเซียนที่เรียนอยู่ในญี่ปุ่น มีจัดงานกีฬาสี งานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กิจกรรมหางาน (Job Fair) บางสัปดาห์ผมก็จะนัดกับเพื่อนๆ มหาวิทยาลัยไปทำอาหารแจกคนไร้บ้าน ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเหล่านั้น ได้เห็นมุมมองของสังคมญี่ปุ่นในอีกมุมครับ

ประสบการณ์หลายปีในญี่ปุ่นสอนอะไรเราบ้าง?

ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้รับจากการไปเรียนที่ญี่ปุ่นคือการที่ผมได้เป็นตัวผมในทุกวันนี้ คนรอบข้างหลายๆ คนบอกว่าผมเปลี่ยนไปมากหลังกลับจากญี่ปุ่น ในเรื่องของการใช้ชีวิต ผมรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดูแลตัวเองได้มากขึ้น และนอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่นทำให้คนอื่นด้วย เพราะการไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวเปิดโอกาสให้เราต้องตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างเอง และต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดเมื่อไม่มีใครอยู่กับเรา ทำให้เรามองอะไรโดยเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น และที่สำคัญการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดแบบญี่ปุ่นทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

ในส่วนของการทำงาน ผมทำงานเป็นทีมมากขึ้น โดยนำแนวคิดของคนญี่ปุ่นมาปรับใช้ ซึ่งคนญี่ปุ่นจะมองว่าทุกคนต่างมีสิ่งที่เก่งที่ดีในตัวเอง และก็เอาสิ่งที่เก่งที่ดีของแต่ละคนมารวมกันมาทำด้วยกัน ทำให้ทุกอย่างออกมาได้ดีขึ้น

หลายปีในญี่ปุ่นผมชื่นชอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือผมประทับใจในตัวคนญี่ปุ่น และผมเชื่อว่าญี่ปุ่นจะไม่สามารถมาไกลได้อย่างทุกวันนี้เลยหากขาดคนที่มีคุณภาพ

ผมประทับใจคนญี่ปุ่นในความมีระเบียบ ความสะอาด และความใส่ใจในรายละเอียด สังเกตได้ง่ายๆ เลยครับจากขนมญี่ปุ่นที่วางขายอยู่เป็นของฝากให้คนต่างชาติซื้อกลับประเทศตัวเอง ถ้าลองไปชิมดูแล้วหลักๆ มีอยู่ไม่กี่อย่าง แป้งห่อถั่วแดง ไม่ก็ถั่วแดงห่อแป้ง ซึ่งเป็นอะไรที่ simple มากๆ แต่หากเราลองสังเกตให้ละเอียดเราจะเห็นแพ็คเกจที่สวยงาม ห่อด้วยกระดาษหลายชั้น การห่อเองก็ถูกออกแบบมาพิเศษให้แกะง่ายกินง่าย อย่างขนมบางอย่างมีแถมช้อนไม้เล็กๆ ไว้ให้ทานได้สะดวกด้วยครับ

นอกจากนี้ ผมยังประทับใจในความตั้งใจจริงของคนญี่ปุ่นและการทำงานเป็นทีม จะสังเกตเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่ทำอะไรจะตั้งใจทำมากๆ และโฟกัสอยู่กับสิ่งนั้น เวลาคนญี่ปุ่นเข้าออฟฟิศก็จะตั้งใจทำงาน ไม่ทำไปเล่นมือถือไป หรือเม้าท์กับคนข้างๆ ไปเหมือนที่เห็นได้ในบ้านเรา หรือเวลาเกิดปัญหาอะไร คนญี่ปุ่นก็จะร่วมมือร่วมใจกัน อย่างตอนที่เกิดสึนามิ บริษัทต่างๆ ของญี่ปุ่นก็จะช่วยบริจาค ช่วยซ่อมแซมสิ่งหักพังกันไปคนละมือ ทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติได้โดยเร็ว

นอกจากเรื่องของคนแล้ว สิ่งอื่นๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประทับใจมากๆ ก็คืออาหารและการท่องเที่ยว อาหารญี่ปุ่นมีความหลากหลาย สะอาดและดีต่อสุขภาพ อย่างผมเป็นคนชอบทานปลา ทุกวันนี้กลับมาอยู่ไทยแล้วก็ยังติดอาหารญี่ปุ่นทำให้ต้องหาทานอยู่แทบทุกวัน ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวได้ทุกฤดู ตั้งแต่ฤดูหนาวที่มีงานแสดงไฟต่างๆ มีสกีให้เล่น ฤดูใบไม้ผลิที่สามารถชมซากุระได้ ฤดูร้อนก็มีสวนดอกไม้ต่างๆ มีทะเลสวยงามโดยเฉพาะทางใต้ของญี่ปุ่น และฤดูใบไม้ร่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้เห็นสวยๆ ครับ

ทราบมาว่าเขียนหนังสือเกี่ยวกับการไปเรียนต่อญี่ปุ่นด้วย?

ใช่ครับ ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบญี่ปุ่นและชอบศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนและการใช้ชีวิต เลยมานั่งคิดว่าจะใช้ความรู้และประสบการณ์ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ได้ยังงัย ผมก็เลยตัดสินใจรวบรวมทำออกมาเป็นหนังสือ ใช้เวลารวบรวมอยู่ประมาณสองปี วางขายไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านครับ หนังสือมีชื่อว่า คู่มือพิชิตทุน-เรียนต่อญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ Ganbatte โดยเนื้อหาจะเน้นในเรื่องของเคล็ดลับการหาทุนเรียนต่อ การเรียน การใช้ชีวิต การทำงานกับคนญี่ปุ่น ในรูปแบบของการแชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะสามารถเอาไปใช้ได้จริงครับ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อแบบ e-Book ได้ที่เว็บไซต์ร้านหนังสือนายอินทร์ครับ

 

————–

“สืบศิษฏ์ ศานติศาสน์” หรือ “ชาร์ต” ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศให้กับธนาคารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในไทย และทำธุรกิจส่วนตัวเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอ.ซี. บิซิเนส คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาการทำธุรกิจระหว่างประเทศที่มีความชำนาญในธุรกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่น-ประเทศไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life สื่อออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด และองค์ความรู้ที่ฮาลาล ผ่านเรื่องราว ผ่านมุมมอง และผ่านประสบการณ์ของหลากหลายผู้คน เพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่ใช้ชีวิตในแบบฮาลาลเข้าไว้ด้วยกัน