fbpx

ปาริ แวอิสอ : บุรุษไปรษณีย์ปัตตานีผู้ส่งต่อความงามของพื้นที่สีแดง

ปาริ แวอิสอ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ แบปาริ เป็นชาวบางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีอาชีพหลักเป็นบุรุษไปรษณีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 แต่หลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในปี 47 แบปาริก็คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายภาพความงามของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นำเสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวจนกลายเป็นที่รู้จักทั้งในและนอกพื้นที่

“ผมเป็นบุรุษไปรษณีย์ของ อ.เมือง จ.ปัตตานี รับผิดชอบพื้นที่รอบนอกของอำเภอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโซนพื้นที่สีแดง ผมทำงานนี้ตั้งแต่ปี 38 พอเกิดเหตุการณ์กรือเซะตอนต้นปี 47 มุมมองที่คนภายนอกมีต่อพื้นที่มันก็เปลี่ยนไป เขามองเห็นความรุนแรง มองว่ามันอันตราย แล้วก็มองว่าคนในพื้นที่น่ากลัว ก็เลยเกิดการแบ่งโซนแบ่งพื้นที่สีแดง ซึ่งมันก็มีผลกับคนที่ต้องทำงานในพื้นที่ เพราะมันเริ่มมีการหวาดระแวง” แบปาริ เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความกดดันของการทำงานในฐานะบุรุษไปรษณีย์ในพื้นที่สีแดง

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้นั้นรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2547 เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ปล้นปืนในเดือนมกราคม และตามด้วยอีกหลายเหตุการณ์ที่พรากชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 7,000 คน ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา

จริงอยู่ที่บุรุษไปรษณีย์ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ใครจะกล้ารับประกันว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีความเสี่ยง “ที่จริงตอนแรกก็รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันไกลตัวเรานะ เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้รู้ข่าวเร็วเหมือนตอนนี้ ขนาดยิงกันที่มัสยิดกรือเซะซึ่งใกล้บ้านผมยังไม่รู้เลย แต่เดี๋ยวนี้ข่าวสารมันเร็วเพราะทุกคนมีมือถือมีเฟซบุ๊ก”

เมื่อคนรอบข้างมองเห็นอันตราย จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะถูกถามไถ่ “ก็เคยมีคนถามนะว่าไม่กลัวบ้างเหรอ ผมก็บอกว่ากลัว แต่ทำยังไงได้มันคือหน้าที่ ตอนผมไปอบรมที่กรุงเทพมีคนถามว่าตอนทำงานใส่ชุดอะไร ผมตอบไปว่าก็ใส่ชุดไปรษณีย์นี่แหละ”

เมื่อถามว่าถ้ากลัวแล้วอะไรเป็นเหตุผลที่เขายังคงทำงานนี้ แบปาริตอบเพียงสั้นๆ ว่ามันเป็นหน้าที่ เป็นคำตอบสั้นๆ ที่สะท้อนความรับผิดชอบของบุรุษไปรษณีย์ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

แบปาริยอมรับว่าตนเองก็กลัว เพราะความกลัวเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ นั่นทำให้เขาต้องทำให้มากกว่าแค่การส่งจดหมาย

“ก่อนเราจะเข้าพื้นที่เขาเราก็ต้องรู้วัฒนธรรมของเขาด้วยว่าเป็นแบบไหน ทุกวันนี้ผมก็สอนน้องๆ ตลอดว่าเวลาคุณทำงานไม่ใช่แค่คุณทำงานให้เสร็จๆ ไปนะ คุณจะต้องรู้ด้วยว่าพื้นที่ตรงนี้มีอะไร คุณต้องผูกสัมพันธ์ มันต้องมีความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่รีบทำงานให้เสร็จแล้วก็กลับ”

“ผมคิดว่าในพื้นที่บ้านเราการให้สลามมันสำคัญนะ มันคือเกราะป้องกันเวลาที่เราไปในหมู่บ้านที่เขาไม่รู้จักเรา”

และด้วยความที่ต้องตอบคำถามเรื่องความอันตรายจากการลงพื้นที่ในฐานะบุรุษไปรษณีย์บ่อยครั้ง แบปาริจึงตัดสินใจคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพในระหว่างการลงพื้นที่เผยแพร่ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวเพื่อบอกเล่าภาพอีกด้านของพื้นที่สีแดงที่หลายคนหวาดกลัว

“ผมรู้สึกว่าหลายเรื่องของบ้านเรามันไม่ถูกนำเสนอในสื่อ บางมุมมันก็ถูกบิดเบือน ผมก็เลยพยายามถ่ายภาพในมุมอื่นๆ มานำเสนอ เพื่อให้คนได้ลืมภาพเหตุการณ์ไปบ้าง”

ถึงแม้จะเผยแพร่ในเฟสบุ๊คส่วนตัวแต่ภาพถ่ายของแบปารินั้นก็ถูกแชร์ต่อจนกลายเป็นที่พูดถึงของผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่

“ที่คนภายนอกเริ่มรู้จักผมน่าจะเป็นเพราะภาพที่ร้าน Bok Bok Bike เป็นจักรยานชื่อดังในกรุงเทพฯของพี่หมา ผมได้รู้จักแกก็เพราะเรื่องถ่ายภาพนี่แหละ ตอนแรกรู้จักกันแค่ในเฟซบุ๊ก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งแกลงมาปั่นจักรยานจากหาดใหญ่ไปยะลา แล้วแกบอกผมว่าอยากมานอนปัตตานีสักคืน เย็นวันนั้นก็เลยได้นัดกินข้าวกัน

พอได้เจอกันแกบอกอยากได้ภาพของผมไปจัดแสดงที่ร้าน แกกำลังทำเรื่องการปั่นจักรยานที่สามจังหวัด แกก็ปริ้นท์ภาพของผมออกมาประมาณ 60 กว่าภาพไปติดที่ร้าน ผมก็เลยคิดว่านี่แหละ เราได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับพื้นที่บ้านเราอย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้แล้ว คนภายนอกได้รู้จักบ้านเราเพิ่มขึ้นแล้ว”

ภาพของแบปาริส่วนใหญ่เป็นภาพวิถีชีวิตเรียบง่ายที่เผยให้เห็นความงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่สงบของพื้นที่ชายแดนใต้

“ผมไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะต้องถ่ายภาพอะไร เช่นบางทีผมอาจกำลังขับรถส่งจดหมายอยู่ แล้วเห็นรถโชเล่(มอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง)อยู่ตรงหน้าพอดี เป็นผู้หญิงใส่ผ้าฮิญาบกำลังมาฟังธรรม ผมก็จอดรถถ่ายเลย แล้วก็เอาตรงนั้นมาเขียนว่า วันนี้เป็นวันตลาดมัสยิดกรือเซะ เขามาฟังธรรมนะ เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนในพื้นที่ ผมจะเขียนแค่อธิบายภาพที่เห็นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ผมมองว่าการที่เราถ่ายภาพในมุมบวกมันเป็นการให้ความสุขอย่างหนึ่ง ถึงแม้บางทีวันนั้นเราอาจะไม่สบายใจ ความรู้สึกของเราอาจจะกำลังหดหู่ แต่เราก็ไม่ได้นำเสนอความหดหู่ออกไป เราให้ความสวยงาม นำเสนอเรื่องสถานที่ สร้างความแปลกใจว่าปัตตานีมีอย่างนี้ด้วยเหรอ”

แบปาริบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการถ่ายภาพบอกเล่าแง่มุมความงดงามของพื้นที่ชายแดนใต้คือเขาอยากให้คนข้างนอกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อบ้านของเขาและอยากให้ทุกคนมาเที่ยว

“ผมอยากให้คนที่อื่นมาบ้านเรานะ อยากให้เขาลองก้าวข้ามความรู้สึก ก้าวข้ามกำแพงที่เขาคิดว่าสามจังหวัดมันโหดร้าย จากที่คุณเคยได้ยินจากสื่อ คุณลองข้ามมาแล้วคุณจะได้รู้ว่าพื้นที่สามจังหวัดมันมีสิ่งที่คุณคาดคิดไม่ถึงอีกเยอะ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องวัฒนธรรม เรื่องวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ อยากให้คุณลองเปิดใจมาตรงนี้ดู ผมคิดว่าคุณจะได้อะไรอีกเยอะจากพื้นที่สามจังหวัด

ผมในฐานะช่างภาพในฐานะคนในพื้นที่ อยู่ในช่วงวัยที่พื้นที่เปลี่ยนผ่านความจากความสงบมาสู่ความรุนแรง มันทำให้ผมได้เห็นทั้งสองยุค ซึ่งผมคิดว่าอันที่จริงคนพื้นที่ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่กันปกติ มันเป็นเพียงแค่บางพื้นที่เท่านั้นที่อยู่แบบหวาดระแวงกัน”

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Furqan Ismael

บรรณาธิการ Halal Life Magazine ผู้นิยมการเขียนมากกว่าพูด และมีช่วงชีวิตคาบเกี่ยวระหว่างบ้านนอกกับสังคมเมือง รวมไปถึงด้านมืดและด้านสว่างของชีวิต