fbpx

ฮุซนา สุไลมาน : นักเดินทางที่กลับบ้านไปรับช่วงต่อกิจการและดูแลสวรรค์ในบ้าน

ฮุซนา สุไลมาน เป็นทายาทร้านหนังสือสุไลมาน หนึ่งในร้านหนังสือเก่าแก่ของจังหวัดปัตตานีที่ยังคงดำเนินกิจการ เธอเกิดและใช้ชีวิตวัยเด็กช่วงสั้นๆที่อเมริกา ก่อนครอบครัวจะพาเธอกลับมาเติบโตที่ปัตตานีแผ่นดินเกิดของวงศ์ตระกูล

อาจเพราะช่วงหนึ่งของชีวิตเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน เธอจึงหลงรักการเดินทางและมักพาตัวเองไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเสมอ เธอเรียนด้านการท่องเที่ยวในระดับปริญญาตรีที่ ม.วลัยลักษณ์ และไปต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่ประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้เธอยังเคยหาเรื่องพาตัวไปเองใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์ด้วยข้ออ้างว่าต้องการเรียนภาษา

หลังจากพาตัวเองไปอยู่นอกบ้านมาหลายปี ปัจจุบันเธอกลับมาอยู่บ้านที่ปัตตานี ด้านหนึ่งเธอกลับบ้านเพื่อมาช่วยดูแลกิจการร้านหนังสือของครอบครัว แต่อีกด้านเธอกลับบ้านเพื่อมาดูแล พ่อ-แม่ สวรรค์ในบ้านของผู้เป็นลูก

“ตอนเรียนจบโทที่มาเลย์ก็อยากทำงานที่นั่นเลยนะ ตอนนั้นมันมีงานที่เด็กนักเรียนไทยชอบแนะนำกันคืองาน Customer Service เพราะคิดว่าเราจะได้ภาษาด้วย แต่พอสมัครไปแล้วเราไม่ได้งานก็เลยกลับบ้าน กลับมาเป็นอาจารย์ที่ มอ.ปัตตานี คณะมนุษยศาสตร์ วิชาโทการท่องเที่ยว สอนได้แค่เทอมเดียวเริ่มรู้สึกว่าไม่ชอบ ก็เลยหาทางออกจากบ้านอีก ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่ที่นี่” ฮุซนาทบทวนเรื่องราวและความรู้สึก ในวันเวลาที่เธอมักพาตัวเองออกไปอยู่ไกลจากบ้าน

 “อาจเป็นเพราะเราเรียนท่องเที่ยวก็เลยชอบไปเจออะไรข้างนอก อยากไปเจอคนหลายๆ ชาติ เราชอบคุยกับคนต่างชาติมันได้เปิดมุมมอง เราอยากไปได้ประสบการณ์จากข้างนอกก่อนแล้วค่อยกลับมา ก็เลยหาเรื่องไปเรียนภาษาที่อียิปต์”

กลับจากอียิปต์ เธอมาทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทด้านอสังหาฯในปัตตานี ทำอยู่ราว 5 ปี เธอตัดสินใจลาออกและชีวิตการเป็นทายาทรับช่วงต่อกิจการครอบครัวของเธอก็เริ่มต้นขึ้น

“ตอนออกจากงานก็อายุ 30 กว่าแล้ว อีกอย่างพ่อแม่เราก็อายุมากแล้วด้วย เวลาเค้าป่วยมันก็ต้องเป็นเราที่ดูแล เราก็เริ่มรู้สึกไม่อยากไปที่อื่นแล้ว ทั้งๆ ที่ใจยังอยากไป ก็เลยตัดสินใจมาช่วยงานที่ร้านหนังสือเต็มตัว”

ร้านหนังสือสุไลมาน กิจการครอบครัวที่เธอมารับช่วงต่อนั้นเปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นกิจการแรกและกิจการเดียวของพ่อกับแม่หลังพาลูกๆย้ายกลับมาลงหลักปักฐานที่ปัตตานี

“ตอนที่พ่อแม่กลับมาแรกๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร มันกะทันหัน ไม่ได้วางแผนกันไว้ก่อน แม่เลยเดินเข้าไปดูในโรงพิมพ์ปัตตานีการพิมพ์ที่เช่าพื้นที่ของที่บ้านอยู่ เห็นหนังสือวางขายนิดหน่อย มีหนังสือศาสนาภาษาไทยแค่ไม่กี่เล่ม เลยเกิดความคิดที่จะขายหนังสือภาษาไทยให้จริงจัง แล้วก็เลยขึ้นไปกรุงเทพฯกัน ไปที่สำนักพิมพ์ ส.วงศ์เสงี่ยมเพื่อซื้อหนังสือมาขายที่ปัตตานี เริ่มจากซื้ออย่างละเล่มสองเล่มมาวางกระจายๆ กัน จากตอนแรกร้านเป็นแค่ตึกห้องเดียว มาตอนนี้ก็ขยายเป็นสามห้องแล้ว”

“ร้านเราน่าจะเป็นเจ้าแรกๆ ในปัตตานีที่ขายหนังสือศาสนาที่เป็นภาษาไทย ทุกวันนี้แม่ก็ขอบคุณอัลลอฮ์ตลอดที่ให้ของดีกับเรา มันถูกต้องที่เราขายหนังสือศาสนา มันไม่มีตกยุค มันเป็นกิจการแรกกิจการเดียวที่เรามีตั้งแต่กลับจากอเมริกา”

เธอเล่าให้ฟังว่าตอนนี้หนังสือที่ขายดีของร้านก็จะเป็นคัมภีร์กุรอานทั้งแบบแปลภาษา ซึ่งที่ร้านของเธอมีทั้งแบบแปลภาษาไทย แปลภาษาอังกฤษ แปลภาษามาลายูกลาง และแบบแปลภาษามลายูท้องถิ่น เธอยังบอกอีกว่าเด็กรุ่นใหม่ในสามจังหวัดไม่ค่อยอ่านหนังสือภาษามลายูท้องถิ่นกันแล้วเว้นแต่จะเป็นนักเรียนปอเนาะ

“ทุกวันนี้ลูกค้าเราส่วนหนึ่งเป็นพวกปอเนาะที่มาซื้อหนังสือกีตาบ(ตำราศาสนาภาษามลายู) ซึ่งพ่อจะเป็นคนดูแลเพราะแกอ่านภาษามลายูได้ แล้วก็มีลูกน้องเป็นเด็กจบศาสนาที่อ่านได้มาคอยช่วย ส่วนเราจะดูหนังสือภาษาไทยที่คนทั่วไปอ่าน ซึ่งเดี๋ยวนี้ออกมาเยอะแล้วก็มีกลุ่มนักอ่านรุ่นใหม่เยอะมาก พวกเด็กมหาวิทยาลัยก็มีเยอะนะ เพราะที่อื่นไม่ค่อยมีขาย ซึ่งมันก็มีข้อแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม”

“ตอนนี้หนังสือที่ร้านก็รับมาจากกรุงเทพฯกับหาดใหญ่เป็นหลัก รับจากศูนย์หนังสืออิสลาม จากวงศ์เสงี่ยม จากอาลีพาณิชย์ เราค้าขายกันมา 20 ปีแล้ว ส่วนหนังสือภาษามาเลย์ก็เอามาจากมาเลเซีย ส่วนหนังสือที่เป็นภาษามลายูถิ่นก็มาจากปัตตานีนี่แหละ ที่นี่เป็นแหล่งของมันอยู่แล้ว โรงพิมพ์มันอยู่ที่นี่เลย หนังสือพวกนี้เป็นหนังสือกีตาบที่เค้าใช้สอนกันในปอเนาะ ซึ่งทุกปอเนาะจะใช้หนังสือพวกนี้ หนังสือพวกนี้ถูกมาก บางเล่มแค่ 20 บาทเอง แล้วเนื้อหาก็จะเป็นแบบเดิมตลอด จะมีเปลี่ยนก็แค่หน้าปก”

ก่อนเข้ามารับช่วงต่อกิจการ เธอวางแผนจะปรับปรุงหลายอย่างของร้าน แต่เมื่อลงมือทำจริงเธอกลับไม่สามารถทำได้ “ตอนแรกที่ตัดสินใจมาช่วยงานที่ร้าน มันมีอะไรหลายอย่างเลยนะที่คิดจะเอามาใช้ แต่เอาเข้าจริงมันก็ยังทำไม่ได้ จะไปเปลี่ยนให้มันทันสมัยมากก็กลัวว่าเค้าจะไม่ทัน ไม่อยากให้เค้ารู้สึกว่าโดนกันออกจากงาน ยังอยากให้เค้าทำงานอยู่”

นับถึงวันนี้เป็นเวลา 7 ปีแล้วที่เธอตัดสินใจลาออกจากงานมาช่วยเหลือกิจการครอบครัว ถึงแม้สิ่งที่เป็นจะอยู่ไกลจากสิ่งที่เธอเคยฝัน แต่เธอก็ภูมิใจในการตัดสินใจเลือกของตัวเอง

“บางทีก็รู้สึกเสียดายนะที่ชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่เคยฝันไว้ แต่มาคิดอีกทีชีวิตแบบนี้ก็เป็นบารอกัต(สิริมงคล)กับเรามากกว่า ครอบครัวเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราขายของที่มันดี เราตั้งใจดี เวลาขายเราก็อยากให้คนได้อ่านหนังสือศาสนา เราเองก็ไม่ได้รู้ศาสนาอะไรมากมายแต่เราช่วยทางไหนได้เราก็ช่วย เราสอนคนไม่เป็นก็ขายหนังสือให้คนอ่านดีกว่า”

“ก็เคยคุยกับแม่นะว่า เราไม่ได้เป็นคนเรียนศาสนาแต่เราหาหนังสือศาสนามาให้คนอ่าน เราก็อาจจะได้บุญด้วย แล้วก็เป็นการเผยแพร่ศาสนาได้อีกทางหนึ่งด้วย”

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Furqan Ismael

Furqan Ismael

บรรณาธิการ Halal Life Magazine ผู้นิยมการเขียนมากกว่าพูด และมีช่วงชีวิตคาบเกี่ยวระหว่างบ้านนอกกับสังคมเมือง รวมไปถึงด้านมืดและด้านสว่างของชีวิต