fbpx

กดปุ่มรีไวน์ย้อนกลับไปในปี 2546 ฮาดี้ บุญยงค์ ที่นิยามตัวเองว่าเป็นหนุ่มวัยรุ่นมุสลิมกรุงเทพฯ เปิดอ่านนิตยสารมุสลิมชื่อ Deen Diary แล้วไปสะดุดกับชื่อทีมงานหญิงสาวคนหนึ่ง นามสกุลเธอฟังดูแปลกหูดี-เขาบอก

ในปีเดียวกัน ซัลมา บุญตามทัน สาววัยรุ่นมุสลิมกรุงเทพฯอีกคน กำลังกระหายใคร่รู้ในโลกใบใหม่ของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยปีแรก เธอเริ่มคลุมฮิญาบ เข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมมุสลิม และไปช่วยงานนิตยสารมุสลิมที่ชื่อ Deen Diary

ใช่แล้ว ซัลมาคือหญิงสาวนามสกุลแปลกของฮาดี้

หลังจากนั้นหรือก่อนหน้านั้นไม่นาน-ไม่แน่ชัด ทั้งสองพบเจอกันในค่ายอบรมนักศึกษาปีหนึ่ง พบเจอแต่ไม่ได้ทำความรู้จักกัน เพราะฮาดี้ไปในฐานะพี่เลี้ยง ส่วนซัลมาเป็นเด็กค่ายพร้อมกับเด็กนักศึกษาปีหนึ่งจากหลายมหาวิทยาลัยอีกนับร้อยชีวิต

และเรื่องราวในปี 2546 ของทั้งคู่ก็จบลงตรงนั้น

ฮาดี้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนซัลมาก็กลับไปบ่มเพาะตัวตนทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัย

ต่างคนต่างเส้นทาง แต่ระหว่างทางในช่วงเวลานั้นของทั้งคู่ต่างก็ต้องพบพานกับความรู้สึกรักและถูกรักจากใครบางคนที่ทั้งสมหวังและผิดหวัง

จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งของปลายปี 2553 ในวันที่กรุงเทพอากาศดี ฮาดี้และซัลมาก็ได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ

และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทุกอย่างทุกจัดวางโดยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ที่ทรงทำให้เรื่องราวความรักของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น วันที่ทั้งคู่ต่างรู้สึกเบื่อกับความสัมพันธ์ที่ไม่ยั่งยืน และต่างกำลังมองหาใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต

01

แรกพบ / หลงรัก

วันที่รู้จักกันคือตอนที่กำลังอยากแต่งงานอยู่พอดีหรือเปล่า

ฮาดี้ : ใช่ แล้วเขาก็มาจีบเรา

ทำไมซัลมาถึงไปจีบฮาดี้

ซัลมา : ไม่ได้รู้สึกว่าไปจีบนะ แค่ว่าตอนนั้นเพิ่งอกหักมาประมาณ 2-3 ปี รู้สึกว่าช่วงเวลานั้นชีวิตมันต้องเจอกับอะไรหลายอย่าง ก็เลยขอดุอาว่าให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยไม่ให้เราจมลงไป ตอนนั้นมันมีเรื่องแย่ๆ เยอะ มีปัญหาครอบครัว อีหม่าน(ศรัทธา) ความรู้สึก อารมณ์ ขอแค่มีใครสักคนมารับฟัง ใครก็ได้ ช่วยมาฉุดกูออกไปจากตรงนี้หน่อย เพราะว่ากูพร้อมจะหลุดแล้ว

จังหวะที่มาเจอบัง มันเป็นจังหวะที่ไปนั่งที่ร้านน้ำชากับเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งบังเขาอยู่ด้วย แล้วเพื่อนก็ถามว่าจำบังเขาได้มั้ยที่ค่าย คือตอนนั้นพอเพื่อนถามปุ๊ป ฉากของไอ้ผู้ชายใส่เสื้อดำกางเกงดำแล้วก็ผ้าโพกหัวเท่ๆ คนนึงมันก็แว้บเข้ามาเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าคนนี้เท่ดีนะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเราเพิ่งคลุมฮิญาบ เพิ่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพิ่งรู้ศาสนา ไอ้คนแบบนี้มันไม่สนใจเราหรอก แล้วในค่ายก็มีแต่คนน่ารักๆทั้งนั้นเลย

แล้วที่ร้านน้ำชามารู้ว่าเขาเรียนศาสนา ตอนนี้ทำงานกราฟฟิกอยู่ที่มาเลย์ ชิบหายแล้ว เป็นกราฟฟิกแล้วก็รู้ศาสนา กูแพ้ผู้ชายแบบนี้ แพ้เลย แต่ในวันนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ว่า ชอบ แต่ไม่ได้อยากจะอะไร เพราะว่าเบื่อแล้ว มันเป็นจุดที่ขี้เกียจอกหักแล้ว ขี้เกียจเซ็ตความรู้สึกใหม่ ก็เลยจบไปตรงนั้น

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกด้วย เพราะรู้มาว่าเขาต้องไปทำงานดูไบ ก็คิดว่าคงจบไม่มีอะไรต่อแล้วแหละ แล้วอยู่ๆพี่ก็มาชวนไปทำค่าย แล้วเขาก็โผล่กลับมาเฉยเลย ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังเฉยๆ อยู่เหมือนเดิม แต่คนรอบข้างเริ่มรู้แล้วว่าอยู่ไม่ถูก ทำค่ายด้วยกัน 15 วันไม่ได้คุยกันเลย แต่ว่าก็ยิ่งชอบที่เขานิ่งๆ แล้วก็ชอบที่เขาใช้ 3310 กับชอบใส่เสื้อสีฟ้าเก่าๆ กางเกงเก่าๆ

เพราะอะไร

ซัลมา : มันจะมีผู้ชายในชีวิตจริงกับผู้ชายในฝัน ผู้ชายในฝันจะต้องแต่งตัวเป๊ะ แต่อยู่กับเราไม่ได้หรอกคนแบบนั้น แต่นี่คือความเป็นจริงในชีวิตจริงที่เราไม่ต้องประดิษฐ์ ผู้ชายในฝันจะแต่งตัวเท่ๆ แต่ว่ากูไม่ไหวมานั่งประดิษฐ์ตัวเองทุกวันนะ จะตดเสียงดังก็ไม่ได้  พอเห็นเขาใช้ 3310 ก็รู้สึกว่าแบบนี้แหละคนที่อยากได้  ไม่ต้องมีอะไรมาก

ได้รู้จักกันแล้ว ได้ทำค่ายด้วยกันแล้ว แล้วอะไรที่ทำให้คิดว่า อ่ะเรามาเป็นสามีภรรยากันเถอะ

ซัลมา : เราส่งคำถามไปถามบังใน Facebook ถามไปประมาณ 3 – 4 ข้อ แล้วบังก็ตอบมาว่าไม่อยากให้ความรักเกิดขึ้นก่อนการแต่งงาน ซึ่งเราคิดเหมือนกัน แล้วก็มีกุรอานอายะห์หนึ่งที่ชอบเหมือนกันก็คือ “แท้จริงในความยากจะมีความง่าย” เราก็คิดว่าเออก็ดีเนอะ แล้วบังก็ให้เบอร์ป๋า ให้เบอร์แม่ ให้เบอร์น้อง ให้ที่อยู่ที่บ้านมา เหมือนจะให้เราไปขอ

ทำไมอยู่ดีๆ ถึงส่งคำถามไป

ซัลมา : เพราะไปฟังเชคมา(เชคริฎอ) ในงานนิกะห์อะไรสักอย่าง เชคพูดประโยคนึงประมาณว่า อย่าให้ชัยฎอนมาหลอกเราในเรื่องพวกนี้ ก็กลับมาคิดว่า เออว่ะเราเคยผ่านมาแล้ว เราเคยพลาดมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องลองนำมันบ้าง ไม่ให้มันมานำเรา

ก็คือตอนนั้นคิดแล้วว่าฮาดี้น่าจะเป็นคู่ชีวิตเราได้

ซัลมา : มันไม่ถึงกับว่าจะเป็นคู่ชีวิตได้นะ มันไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น คิดแค่ว่าก็ลองดู หมายความว่าลองถามดูถ้ามันตรงกันมันจะได้คิดต่อ แต่ถ้ามีอะไรที่มันไม่แมทช์กันก็คิดว่าคงพอ จบ เสียเวลาชีวิต

ฮาดี้ : วงเล็บว่าก็คือเกือบจีบนั่นแหละ

แล้วทำไมฮาดี้ถึงเลือกซัลมา

ฮาดี้ : ก็น่าจะเป็นคำถามที่ซัลมาถามมาเรื่องมุมมองต่อความรัก แล้วเราก็ตอบเหมือนกันก็คือ ไม่อยากให้ความรักเกิดก่อนแต่งงาน เพราะที่ผ่านมามันคือแฟน มันคือคุย มันคือการที่ไปดูหนังกินข้าว

ก็คือตอนนี้อยากหาคนมาเป็นคู่ชีวิตแล้ว

ฮาดี้ : ใช่ โดยที่ตั้งสเปกไว้ว่าใครก็ได้ ไม่ต้องสวยก็ได้ แล้วก็ขอกับอัลลอฮ์ว่า ยาอัลลอฮฺถ้ามันใช่ก็ขอให้มันง่ายนะ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้มันยาก แต่ที่ตัดสินใจก็น่าจะเกิดจากแชทที่ว่านั่นแหละ ที่อย่าให้ความรักเกิดก่อนแต่งงาน

ทำไมถึงคิดว่าใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องสวย

ฮาดี้ : ตอนแรกก็เคยคิดนะว่าถ้าจะเอาเพื่อนที่โรงเรียนเก่ามาเป็นเมียเนี่ย จะต้องเอามาปั้นรวมกันหมดถึงจะได้เมียกูคนหนึ่ง เพราะบางคนได้สวยแต่ไม่ฉลาด คนนี้ทำกับข้าวเก่งแต่ไม่สวย คือเราเห็นความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ของแต่ละคนก็เลยตกผลึกมาตลอดชีวิตว่า เมียก็คน เราก็คน เราก็ไม่ใช่สมบูรณ์นักหรอก เราคงจะไม่ได้นางฟ้าแน่ๆ เพราะเราก็ไม่ใช่เทวดา ก็เลยเป็นคำจำกัดกว้างๆ ว่าใครก็ได้ที่มันพอจะคุยกับเรารู้เรื่อง

ถ้าให้เลือกเหตุผลได้หนึ่งข้อว่าทำไมถึงเลือกซัลมา เหตุผลนั้นคืออะไร

ฮาดี้ : ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ว่าคิดตรงกัน คิดเหมือนกัน เริ่มด้วยความไม่มีไปพร้อมๆ กัน การที่ไม่รักกันก่อนไปพร้อมๆ กัน แล้วยิ่งดีใหญ่เลยถ้าเขามาชอบเรา ก็ไม่ต้องตามจีบ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ซัลมาเลือกฮาดี้

ซัลมา : วันที่คิดน่ะคือวันที่รู้สึกว่าเขาไม่ชัดเจน แล้วมันเบื่อ มันรำคาญ แล้วก็รู้สึกว่ามันเริ่มย้วยเยอะแล้ว คือช่วงนั้นเจอกันบ่อยจนเริ่มรู้สึกว่ามันจะหลุดจากกรอบที่เราวางเอาไว้ ไม่อยากให้มันไปมากกว่านั้น

ฮาดี้ : เป็นช่วงที่ไชตอนเริ่มขี่หัว

ซัลมา : เราก็เลยไปบอกกับพี่คนนึงให้ช่วยหาใครสักคนให้หน่อย เพราะตอนนั้นเหนื่อยกับปัญหาหลายๆอย่างมาก พี่เขาก็ดันหามาให้ได้เป๊ะกับเรามาก เขาโอเคกับเราแล้วก็ต้องการคำตอบจากเรา ตอนนั้นก็ได้แต่คิดในใจว่าฉิบหายล่ะ เอาไงดี

แล้วตอนนั้นทำไง

ซัลมา : ก็เลยลองไปถามบังดูก่อน ถ้าบังปฏิเสธก็ค่อยมาทางนี้

ฮาดี้ : ตอนนั้นมีประโยคเด็ดคือ จะแต่งมั้ยบัง ถ้าไม่แต่งมีคนรอแต่งอยู่นะ เหมือนกับจะซื้อหรือไม่ซื้อ ถ้าไม่ซื้อมีคนซื้อต่อนะ

ซัลมา : ประเด็นคือว่า คนที่พี่เขาติดต่อมาให้เค้าโอเคกับเราทุกอย่าง แล้วก็รอคำตอบจากเรา ก็เลยหันมาทางนี้ว่าจะแต่งกับเราป่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยถาม ไม่เคยคุยกันถึงขั้นนี้เพราะบังไม่เคยชัดเจนกับเรา พอถามเขาก็นิ่งไปพักนึง แล้วก็หันมาบอกว่าแต่ง  เราก็แบบ อ้าวแต่งเหรอ  แล้วเราก็เงียบไปอยู่พักนึงแบบงงๆ  จนเดินมาถึงปากซอยเราก็เลยถามว่าถ้าแต่งแล้วยังไงต่อ บังบอกว่าถ้ามีแค่เราสองคนมันแต่งคืนนี้เลยก็ได้ แต่มันต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่

ตอนนั้นบังบอกด้วยว่ายังไม่มีงานทำนะ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไร เรื่องงานมันวางไว้ที่หลังได้ เพราะถ้าเราแต่งกันไปแล้วความรับผิดชอบมันต้องเพิ่มมากขึ้น เราต้องรู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิต จะมาเรื่อยเปื่อยไม่ได้เรื่องงานไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยมาเริ่มกันไป  เอาแค่ว่าตอนนี้พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันไหม แค่นี้ก่อน

02

สมรัก / สมรส

ตอนนั้นทั้งคู่เลยหรือเปล่าที่ไม่มีงานทำ

ซัลมา : ใช่ ประเด็นก็คือผู้ใหญ่ฝ่ายบังบอกให้มีงานทำก่อนค่อยแต่ง แต่เราคิดว่าโหอันนี้คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ งั้นบังกลับไปเรียนมาเลย์ก็แล้วกัน ทุกอย่างระหว่างเราก็จบแค่นี้  เพราะตอนนั้นบังมีแพลนว่าจะกลับไปเรียน  ถ้าต้องรอให้มีงานทำแล้วค่อยแต่งงั้นจบเหอะ หยุดความสัมพันธ์ไว้ไม่ต้องไปต่อ ที่จริงเราตั้งใจกันว่าจะแค่นิกะห์กันก่อนยังไม่ต้องจัดงาน เพราะนิกะห์มันไม่ได้ยาก มันง่ายมาก มันมีแค่องค์ประกอบไม่กี่อย่าง

ฮาดี้ : มันคือฟีลของคนที่ไม่มีตังค์เลยแต่อยากทำให้มันถูก เวลาพูดว่าแต่งงานมันมีองค์ประกอบเยอะมาก คุยไปคุยมา เออนิกะห์ก่อนได้มั้ย หลายอย่างมันก็จะหายไปเกลี้ยงเลย เบาลงเยอะ  ก็เลยไปบอกผู้ใหญ่ว่าขอแค่นิกะห์กันก่อนก็ได้ แต่ผู้ใหญ่เขาก็กังวลว่ามันจะดีเหรอ อย่างน้อยมันก็ต้องมีเลี้ยงนู่นนี่บ้างนิดหน่อย

ซัลมา : แล้วก็ต้องมีมะฮัร(สินสอด) มีนั่นนี่ เราเครียดมากเลยนะ คิดว่าแค่จะนิกะห์กัน ทำไมผู้ใหญ่จะต้องทำเรื่องที่โคตรง่ายให้มันยากด้วย

ฮาดี้ : เราก็เคยได้ยินจากคู่อื่นมาแหละ ว่าโหแค่จะแต่งงานผู้ใหญ่ก็มา หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก แล้วดันมาโดนกับตัวเอง

แล้วเราจัดการปัญหานี้กันยังไง

ฮาดี้ : เราก็ยืนยันกับผู้ใหญ่ไปว่า อยากจะแค่นิกะห์แล้วก็มีตังค์กันแค่นี้ เขาคงเห็นว่าเราเอาจริงก็เลยยอม แล้วก็บอกให้เราจ่ายเท่าที่มี ที่เหลือเดี๋ยวเขาออกให้ เราก็อัลฮัมดุลิ้ลลาห์

แสดงว่าเขาก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจเลือกคู่ครองของเรา

ซัลมา : หนูก็ไม่เคยเจอกับผู้ใหญ่ฝ่ายบังมาก่อนนะ ไม่เคยเอามาแนะนำกัน ไม่เคยเจอกันทั้งสองฝ่าย แม่ก็ถามนะว่าเป็นใครที่ไหน แต่เราบอกแม่ว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเราก็ไม่เคยสืบว่าไอ้คนนี้มันเป็นใคร ตระกูลไหน บ้านอยู่ที่ไหน ไม่เคยรู้ รู้แค่ว่าน่าจะเป็นผู้นำเราได้ จนเหมือนกันก็น่าจะไปด้วยกันได้ แล้วแม่ก็บอกว่าคนเราถ้ามันละหมาดครบ 5 เวลา ถ้ามันขยันมันก็รวยได้

ฮาดี้ : แล้วพอใกล้ถึงวันนิกะห์เขาก็โทรมาบอกว่า ไม่แต่งแล้วนะ

เกิดอะไรขึ้น

ซัลมา : เพราะเขาให้พาสเวิร์ดเฟซบุ๊กมา ด้วยความที่เราไม่รู้แบคกราวน์ของบังมาก่อน เราก็ไปนั่งไล่ดูแชท โอ้โห คุยกับสาวเยอะมาก คนที่เขาแอบชอบ  คนที่เขาไปย้วยใส่มันเยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่ากูคงอยู่กับคนแบบนี้ไม่ได้ว่ะ คือแบบมันไม่เคยบอกกูเลยนะ

ฮาดี้ : ในมุมของผมคือถ้าอยากรู้จักตัวตนจริงๆ อ่ะนี่คือตัวจริง ตอนเจอกันครั้งแรกๆ เราก็ดูดบุหรี่ต่อหน้าเลย  อันนี้เป็นมายด์เซ็ตของผมว่า คนเป็นเมียต้องรู้ทุกอย่างถ้าเป็นไปได้ คือถ้าแฟนมันจะเห็นแค่หน้าเดียว นี่คือเมียที่ต้องรู้ว่ากูเลวยังไงบ้าง

ซัลมา : ก็พอไปดูแชทก็แบบรับไม่ได้เลย มันเยอะ มันไม่ใช่แค่คนเดียว นี่มึงคุยพร้อมกันกี่คนวะเนี่ยะ ก็รู้หมดเลย ก็เลยโทรไปบอกบังว่าไม่แต่งแล้ว ถ้ามีลูกสาวเราไม่อยากให้ลูกสาวโดนแบบนี้วะ นี่คือจริงจังนะ รับไม่ได้จริงๆ

ฮาดี้ : ฝั่งผมก็ชิบหายล่ะ กูทำไรไปวะเนี่ย เหลืออีกแค่ 2 วันก็จะแต่งแล้ว หลังจากนั้นผมก็ไล่ลบเกลี้ยงเลยให้มันหาหลักฐานไม่ได้ (หัวเราะ) คิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ชัยฏอนยุแหละ แบบว่าจะนิกะห์กันใช่มั้ย อย่าได้นิกะห์กันเลย

ซัลมา : เราไม่โอเคมากๆ แต่ก็คิดว่าเออช่างมันเหอะ มองผ่านไป มันเป็นอดีต พรุ่งนี้มันจะเป็นวันของเราหรือไงก็ค่อยว่ากัน แล้วแม่ก็บอกว่าถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกกัน จบ ไม่ต้องซับซ้อน แต่ว่านิกะห์กันให้มันถูกต้องไปก่อน

03

ชีวิตคู่ / ชีวิตจริง

แล้วการให้อีกฝ่ายรู้จักตัวตนจริงของเราตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มันส่งผลยังไงต่อชีวิตคู่ตอนนี้บ้าง

ฮาดี้ : มันก็จะค่อนข้างเรียล

ยังจำวันแรกของการใช้ชีวิตคู่ได้ไหม เพราะเราไม่ได้สร้างภาพกันมาตั้งแต่แรก

ฮาดี้ : มาเมนส์ (หัวเราะ) มันก็จะมีจุดเขินบางอย่างแหละ เป็นข้าวใหม่ปลามัน จะไปตดต่อหน้า เอ่อ กูยังเขินอยู่

แล้วคิดไหมว่ามันยังต้องมีเรื่องที่เราจะต้องยอมรับให้ได้อีก

ฮาดี้ : คิดว่ามี เพราะในชีวิตจริงการเป็นคู่มันมากกว่าหวานแหววแน่นอน อาจจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น เตรียมใจไว้แล้ว

ตอนนี้แต่งกันมากี่ปีแล้ว

ซัลมา : ประมาณ 8 – 9 ปีแล้ว มีลูกสาว 3 คน

ทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน แล้วเวลาทะเลาะกันทำยังไง

ซัลมา : ทะเลาะเรื่องเดียวคือเก็บร้านช้า ทำอะไรช้า

ฮาดี้ : ผมจะเป็นคนเรื่อยๆ คนนี้เขาจะรีบๆ เร็วๆ แล้วก็ไม่ได้สื่อสารกัน เพราะที่เฉื่อยนี่ไม่ได้นั่งสมาธิอยู่นะ เก็บรายละเอียดหนึ่งสองสามสี่อยู่ ทางนี้ก็โวยว่าทำไมช้าจัง

ซัลมา : ปัญหาคือเราชอบการสื่อสาร ส่วนนี่เขาไม่ชอบสื่อสาร ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่บังจะไม่สื่อสาร พอไม่สื่อสารเราก็จะอารมณ์ขึ้น เคยเดินไปว้ากที่ร้านด้วยนะ ว้ากจนบังร้องไห้ แค่เรื่องเก็บร้านช้า เพราะที่ผ่านมาเราไปไหนไม่ได้เลย มันเป็น 8 – 9 ปีที่ไม่ได้ออกจากบ้านคนเดียวเลยนะ ทั้งๆ ที่ชีวิตก่อนหน้าก็แค่สตาร์ทมอเตอร์ไซค์แล้วก็ออกไป แต่ตั้งแต่แต่งงานมาไม่เคยออกไปไหนคนเดียวเลย เราเลยรู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนต้องรอเขา ถ้ามัวช้าเวลาของเราก็เริ่มน้อยลง เราก็เลยโมโห

แล้วพอเราโวยแรงจนบังร้องไห้ เราก็รู้สึกผิดว่ากูต้องไปด่ามันแรงทำไมว่ะ ในเมื่อมันก็ไม่ได้ไปมีเมียใหม่นี่หว่า หรือมันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มันทำงานของมันอยู่นี่หว่า ก็มาจบตรงที่คุยกันสื่อสารกัน เราบอกบังว่ามีอะไรบังก็พูดดิไม่ใช่เงียบ บังเขาก็บอกว่าที่เขาไม่ค่อยพูดเพราะพูดแล้วเขาปากหมา พูดแล้วมันจะแรงไปเลย

แล้วเคยโดนบังสวนกลับบ้างหรือเปล่า

ซัลมา : ไม่เคย

ทำไม

ฮาดี้ : ตอนเด็กๆ พ่อผมกลับมาจากที่ทำงานแล้วม้วนเทปที่แม่กำลังฟังอยู่มันติด เส้นเทปก็ไหลออกมา พ่อกลับมาเหนื่อยๆ แก้อยู่พักหนึ่งแล้วคงหงุดหงิด ก็ดึงสเตอริโอทั้งอันทุ่มลงไปที่พื้น เมื่อก่อนมันอันใหญ่แล้วผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับพื้น จานข้าวก็กระเทือนเลย เราก็ช๊อคไปพังหนึ่ง มันเลยจำมาตลอดเลยว่าอารมณ์ไม่ใช่ทางออกของปัญหา ซึ่งใช้ได้ตลอดชีวิต

ซัลมา : มันเป็นสิ่งที่เราคุยกันก่อนแต่งงานด้วย บังบอกว่าถ้าเราจะทะเลาะกันให้ไปทะเลาะกันในรถ อย่าทะเลาะกันให้ลูกเห็น ถ้าอยากชนะก็จะยอมให้ชนะ ไม่สู้ด้วย แล้วมันก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา และทุกครั้งพอเราเริ่มเย็นลงก็จะอธิบายให้เขาฟังว่าที่บ้าขึ้นมาเนี่ยเพราะอะไร

ทำไมถึงต้องอธิบาย

ซัลมา : เพราะว่ามันไร้สาระ  มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรารู้ว่ามันเป็นความงี่เง่าของเรา ตอนหลังมาสังเกตุอารมณ์ตัวเองได้ว่า อ๋อกูใกล้มาเมนส์ เพราะปกติเราไม่ใช่คนหงุดหงิดง่าย แต่ทั้งหมดทั้งมวลเราได้บอกบังไปตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วว่าเป็นคนนิสัยแบบนี้นะ แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลานะ เป็นแค่บางช่วง เครียดหงุดหงิด นิดนึง  อีกอย่างเราโตมาแบบด้วยมั้ง แล้วเขาก็โตมาอีกแบบนึงด้วย เราโตมาไม่เหมือนกัน เราโตมากับบ้านที่ไม่ค่อยมีการคุยกัน ชีวิตใครชีวิตมัน แล้วเราก็เห็นความขี้โมโหของแม่เรา

เหมือนกับว่าสองคนจะศีลไม่เสมอกัน คือคนหนึ่งเป็นคนเรื่อยๆ อีกคนเป็นคนเร็วๆ คนหนึ่งชอบพูดอีกคนเงียบ

ซัลมา : ถึงจะพูดมาก แต่เราก็ไม่ชอบเจอใครเยอะนะ หมายความว่าเราชอบเจอคนซ้ำๆ ไม่ชอบเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราสองคนเหมือนกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าเราไม่ได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น และเราก็ไม่ได้คุยกับใครมากขึ้นน่ะ เรามีแค่คนเดิมกลุ่มเดิมที่เราคุยนั่นแหละ แล้วไอ้เรื่องศีลเสมอกันมันก็จะเป็นเรื่องทุกเรื่องที่เราคุยด้วยกันได้ เช่นเรื่องเก๊กฮวย ชาดำเย็น

ทำไมการเก็บร้านจึงเป็นเรื่องใหญ่

ซัลมา : เพราะหลังจากเก็บร้านเสร็จมันจะเป็นเวลาของลูกแล้ว ซึ่งเราค่อนข้างซีเรียสเรื่องเวลาของลูก ไม่อยากให้ลูกกลับมาแล้วบังยังต้องไปอยู่ร้าน คืออยากให้ลูกกลับมาแล้วบังวางทุกอย่าง ใช้เวลาอยู่กับลูกหลักๆ มีแค่นี้เลย คือถ้าเราช้ามากเท่าไหร่ เวลาก็ยืดไปอีก เราต้องเอาลุูกอาบน้ำ กินข้าว ละหมาด เวลามันบีบมาเรื่อยๆ แล้วเราเป็นคนที่สองทุ่มครึ่งก็ปิดไฟนอนแล้ว เวลามันน้อยเราจึงต้องเป๊ะ ต้องทำให้มันเป็นระเบียบให้เป็นระบบ เพราะในเมื่อเราเลือกมันเป็นอาชีพก็ต้องทำไงก็ได้ให้มันเป็นระบบ นอนให้ตรงเวลา คือถ้าเรานอนเต็มอิ่มเช้ามาแล้วแคะขี้ตาตื่นแต่เช้าก็ได้ไม่ผิด  เราคิดว่าสี่โมงเย็นมันเป็นเวลาเลิกงาน มันไม่ใช่เวลาทำงานนะเว้ย เราตื่นทำงานกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง สี่โมงเย็นก็ควรพอได้แล้ว

04

เรียนรู้ / ยอมรับ

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราทั้งสองคนได้เรียนรู้จากชีวิตคู่

ซัลมา : คนไม่ใช่มลาอิกัต(เทวทูต) เป็นเรื่องปกติที่ชีวิตคู่มันต้องมีเรื่องอารมณ์มีเรื่องนั่นนี่ แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันกลับไปที่ศาสนาบอกไว้ว่าเป็นเมียต้องทำอะไรบ้าง เป็นสามีต้องมีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะว่าทุกวันนี้เราอยู่กันด้วยด้วยคำว่าหน้าที่ เราก็ไม่รู้ว่าเรารักบังหรือเปล่า แล้วเราก็ไม่รู้ว่าบังรักหนูหรือเปล่าเหมือนกัน รู้แค่ว่าเราอยากไปสวรรค์ด้วยกันนะ เพราะสุดท้ายบั้นปลายที่เราจะต้องไปด้วยกันมันก็คือการไปอยู่ต่อหน้า อัลลอฮฺและตอบคำถามให้ได้ว่า เราเป็นเมียเป็นแม่ทำอะไรบ้าง เป็นสามีทำอะไรบ้าง คือเรามองไปถึงปลายทางกันไปแล้วว่าอยากอยู่สววรค์ด้วยกัน แล้วระหว่างทางที่เราจะไปอยู่ที่นั่นด้วยกันก็มาดูกันว่าต้องทำอะไร

ฮาดี้ : อีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ เราได้เป็นตัวแสดงจริงในทฤษฎีที่ได้เรียนมา ผมเรียนศาสนามา เรียนด้านอูซูลุดดีน(รากฐานของศาสนา)ที่มีวิชาเรื่องครอบครัว และทฤษฎีที่ครูเขาสอนบางอย่างนั้นมันก็เรียง 1 2 3 4 แต่ในชีวิตจริงมันอาจจะต้องไป 8 ก่อน 4 ไว้ที่หลัง สมมุติว่าเมียกำลังอ้วกอยู่แต่เวลาละหมาดก็กำลังจะหมด เราจะทำยังไง เมียแพ้ท้องเราจะไปบอกว่าเฮ้ยมึงหยุดอ้วกได้แล้ว ไปละหมาดก่อนเดี๋ยวหมดเวลา มันก็ไม่ได้ ต้องดูหน้างานก่อน อยู่กับความเป็นจริง ซึ่งตอนเราเรียนน้อยอาจารย์ที่จะเอาเคสหน้างานจริงๆมาสอน ว่ามันอาจจะมีกรณีอย่างนี้นะเว้ย มึงอาจจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างนี้นะ อันนี้คือเราได้ใช้งานจริงแล้วไอ้ที่เราเรียนทฤษฎีมาบางอย่างมันก็แบบ โหคนละเรื่องเลย บางอย่างที่เขาสอนเขาอาจจะลืมว่าภาคปฏิบัติจริงมันอย่างนั้นไม่ได้หรอก แต่เขาก็สอนทฤษฎีที่เขาเรียนมา

แล้วอีกเรื่องก็คือได้รู้ว่าเรื่องสำคัญของเราเป็นแค่เรื่องเล็กมากๆ มีมนุษย์ไม่รู้กี่คู่ในโลกนี้ที่อัลลอฮฺสร้างมา ซึ่งมันก็จะมีเรื่องที่อิมแพคกว่าคู่เราอีกเยอะ เรื่องใหญ่ของเราอาจจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วในทะเลทรายแค่นั้น อย่าไปดราม่าอะไรกับมันมากนักเลย

ซัลมา : บังจะบอกตลอดว่าอย่าเอาปัญหาของเรา ความทุกข์ ความสุข อะไรที่มันเยอะเกินไปของเรา ไปอยู่ในหน้าเฟซบุ๊ก เพราะเราไม่รู้ว่าอีกคู่หนึ่งอาจจะกำลังดราม่าพีคๆ อยู่ก็ได้

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Furqan Ismael

Furqan Ismael

บรรณาธิการ Halal Life Magazine ผู้นิยมการเขียนมากกว่าพูด และมีช่วงชีวิตคาบเกี่ยวระหว่างบ้านนอกกับสังคมเมือง รวมไปถึงด้านมืดและด้านสว่างของชีวิต