fbpx

ดร.มุรอด วิลเฟรด ฮอฟมานน์ ปัญญาชนมุสลิมแถวหน้าของยุโรป

ดร.มุรอด วิลเฟรด ฮอฟมานน์ (Murad Wilfried Hofmann) รับอิสลามในปี 1980 ชีวิตของท่านนั้นเกิดและเติบโตในครอบครัวคาทอลิก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 1931 ในเมือง Aschaffenburg ประเทศเยอรมัน

การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของท่านเริ่มขึ้นเมื่อปี 1950 ที่ Union College ใน Schenectady, N.Y ท่านสำเร็จด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Munich ระดับปริญญาเอก โดยทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “Contempt of Court by Publications under American and German Law” ในปี 1957 การวิจัยนี้ช่วยในการปฏิรูปวิธีพิจารณาทางแพ่งของสหพันธ์ ท่านได้สำเร็จปริญญาโทด้านกฎหมายอเมริกันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1960 อีกด้วย

จากปี 1960 ถึงปี 1964 ท่านได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในงานต่างประเทศของเยอรมัน เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและยับยั้งการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หลังจากนั้นท่านได้เป็นผู้อำนวยการข้อมูลข่าวสาวของ NATO ใน Brussels (1983-1994) ต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นเอกอัคราชทูตของเยอรมันประจำประเทศแอลจีเรีย (1987-1990) และโมร็อกโค(1990-1994)

ความประทับใจเริ่มแรกที่ ดร. ฮอฟมานน์ ได้พบในโลกอิสลามคือ ความงดงามของศิลปะลวดลายที่ปรากฏอยู่ตามฝาผนัง พรม และมัสญิด ซึ่งท่านมองเห็นถึงปรัชญาที่งดงามและเป็นสากลของอิสลามที่ซ่อนเร้นอยู่ในศิลปะเหล่านี้ แต่ประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่อง “พระเจ้า” ในอิสลามนั้น ดึงดูดใจท่านจนนำมาสู่ประตูแห่งอิสลาม ท่านได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเริ่มเห็นอิสลามด้วยตาของตัวเอง ในฐานะที่เป็นความเชื่อที่บริสุทธิ์ดั้งเดิมปราศจากการบิดเบือนในเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวและความแท้จริงของผู้เป็นเจ้า ผู้ไม่กำเนิด(บุตร)และไม่ถูกกำเนิด(มีบิดามารดา) ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดและผู้ใดเปรียบเหมือนได้ … ในขณะที่มีการแสดงลักษณะพระเจ้าแบบชนเผ่ากับการสร้างแนวคิดแบบตรีเอกานุภาพในเรื่องพระเจ้า อิสลามกลับแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความเชื่อเรื่องพระเจ้าที่กระจ่างจัด ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง … ไม่มีแนวคิดพระเจ้าที่มีลักษณะแบบมนุษย์(และสิ่งถูกสร้างใดๆ)”

ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง “พระเจ้า” ในแง่มุมทางปรัชญาของท่านดำเนินต่อไป จนกระทั่งท่านได้เขียนเป็นเอกสาร 12 หน้าเกี่ยวกับเรืองนี้ และได้ให้ผู้นำมุสลิมท่านหนึ่งชื่อว่า Muhammad Ahmad Rassoul อ่านทบทวนดู ผู้นำมุสลิมท่านนี้กล่าวว่า ถ้าคุณเชื่อตามเอกสารที่คุณเขียน คุณคือมุสลิมคนหนึ่ง ทำให้ไม่กี่วันต่อมา ดร.ฮอฟมานน์ ได้ประการชะฮาดะฮฺ เข้ารับอิสลาม เมื่อวันที่ 25 กันยายน 1980

ในปี 1995 ท่านได้เขียนหนังสือเป็นภาษาเยอรมันในชื่อ “Diary of a German Muslim” ซึ่งต่อมาถูกแปลมาเป็นภาษาอังกฤษ อาหรับและฝรั่งเศส

ปัจจุบันท่านได้ตีพิมพ์บทความและหนังสือจำนวนมากเกี่ยวกับอิสลาม หนังสือของท่านที่ปรากฏในภาคภาษาอังกฤษ เช่น Islam: The Alternative, Journey to Makkah, Religion of the Rise, Islam in the 3rd Millennium

เมื่อหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับคำสอนอิสลามเล่มหนึ่งชื่อว่า Islam: The Alternative ถูกพิมพ์เผยแผ่ ท่านถูกโจมตีจากสื่อมวลชน พวกซ้าย พวกสตรีนิยม โดยเรียกท่านว่าเป็นพวก “fundamentalist”

หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในชื่อ “อัล-อิสลาม กะ-บะดีล” (อิสลาม ในฐานะทางเลือกที่มาแทนที่) ได้กล่าวถึงแง่มุมประเด็นต่างๆ ของคำสอนอิสลาม ไม่วาเรืองความเชื่อ เรื่องจิตวิญญาณ กฎหมาย และความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก ในฐานะเป็นแนวคิดที่ครอบคลุม เพื่อให้เห็นว่ามันควรถูกนำมาแทนที่สนามต่างๆในชีวิตของชาวตะวันตก(และมนุษย์ทั้งหมด)ได้จริง

ดร. ฮอฟมานน์ เป็นปัญญาชนคนสำคัญที่สนใจกระแสการตื่นตัวอิสลาม ท่านเป็นนักคิด นักอนาคตศาสตร์ นักวิจารณ์ และให้ความสำคัญกับการสานเสวนา

ในการบรรยายที่ปากีสถาน ท่านได้กล่าวถึงการตื่นตัวอิสลามทุกวันนี้เอาไว้ว่า “นักบุรพคดีชาวตะวันตกที่ศึกษาอิสลามไม่ควรถูกตำหนิ เมื่อพวกเขาศึกษาอิสลามเสมือนหนึ่งพวกเขาเป็นนักชีววิทยาที่ทำการศึกษาการหายไปของสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ถูกคุกคามจนม้วยมรณะไปในที่สุด ก็เพราะสำหรับพวกเขาแล้วอิสลามเป็นเพียงสิ่งที่น่าสนใจในแง่ประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง นักบูรพคดีชาวตะวันตกท่านหนึ่งคือ Max Henning ได้เผยแผ่คำแปลอัลกุรอานของเขามาเป็นภาษาเยอรมัน เขาได้เขียนไว้ในปี 1901 เอาไว้ในงานของเขาว่า “ปรากฏชัดแล้วว่า อิสลามไม่มีบทบาททางการเมือง” นั่นจึงเป็นทรรศนะของทุกๆ คน ไม่มีใครคิดว่าคนอย่าง อัล-อัฟฆอนียฺ และมุฮัมมัด อับดุฮฺ จะเป็นผู้บอกถึงการตื่นตัวใหม่ของอิสลามไว้ล่วงหน้า ไม่มีใครมีใครเคยคิดมาก่อนว่า บุรุษผู้ทรงอิทธิพล อย่าง มุฮัมมัด อิกบาล, ฮะซัน อัล-บันนา, ซัยยิด กุฏบฺ, อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียและมุฮัมมัด อะซัด จะก่อให้เกิดการเศาะฮฺวะฮฺและนะฮฺเฏาะฮฺ[การตื่นตัว] ให้แก่อิสลามขึ้นทั่วทุกมุมโลก

แต่ -ไม่อยากจะเชื่อว่า – ทุกวันนี้ ไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวในโลกใบนี้ที่เราจะไม่พบมุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการอิสลาม ตั้งแต่เกาหลีจนถึงโคลัมเบีย ตั้งแต่ไอซ์แลนด์จนถึงนิวซีแลนด์

มุสลิมเมื่อ 100 ปีก่อนมีเพียง 1 ใน 7 ของมนุษยชาติ แต่วันนี้ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลก ทุกวันนี้ได้มีมัสญิดปรากฏในที่ต่างๆ เช่น ลอนดอน ปารีส โรม เวียนนา ลิสบอน ซาเกร็บ นิวยอร์ค และลอสเองเจลลีส ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เนื่องจากการอพยพเข้ามาของแรงงานและการดึงดูดใจของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในโลกตะวันตก ทำให้มีมุสลิมหลายล้านคนในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทุกๆที่อิสลามได้กลายเป็นศาสนาใหญ่อันดับสองของชุมชนเหล่านั้นไปแล้ว”

เรียบเรียงโดย :  Ummah Islam

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life สื่อออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด และองค์ความรู้ที่ฮาลาล ผ่านเรื่องราว ผ่านมุมมอง และผ่านประสบการณ์ของหลากหลายผู้คน เพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่ใช้ชีวิตในแบบฮาลาลเข้าไว้ด้วยกัน